
"หากท่านอยากชิมชาของข้าพเจ้าท่านต้องเทชาในถ้วยของท่านทิ้งเสียก่อน" นี่คือหนึ่งในปรัชญาคำสอนของเซน ซึ่งถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในปฐมบทคำสอนของศิลปะการต่อสู้อันไม่คุ้นหูที่ชื่อ ‘จีทคุนโด้’ (Jeet Kune Do)
28ปีก่อน มาร์ก สจ๊วต เด็กหนุ่มลูกครึ่งอเมริกัน-เยอรมัน เกิดความสนใจในศิลปะการต่อสู้ของชาวตะวันออกเป็นอย่างมาก เขาจึงเริ่มต้นด้วยการเรียนคาราเต้สาขาโอกินาวา (เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘อุเอจิริว’)
"ผมได้ดูหนังเรื่องเจมส์ บอนด์ และเห็นการต่อสู้ของเขาที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก รวมทั้งเริ่มที่จะศึกษาปรัชญาตะวันออก เช่น พุทธ เต๋า ทำให้ผมสนใจวิถึทางแห่งตะวันออกมากขึ้น" มาร์กเล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้หันมาเอาดีทางด้านนี้ ซึ่งเขาก็สามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว และดีเกินคาด จนเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้คาราเต้สายดำระดับห้าในสมาคมคาราเตโด้แห่งโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น จากนั้นเขาจึงตระเวนไปเรียนศิลปะการต่อสู้กับอาจาร์ยที่มีชื่อเสียงหลายคนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนถึงจุดหนึ่งเข้าเริ่มรู้สึกถึงความรุงรัง และยึดติดกับรูปแบบจนเกินไปของศิลปะการต่อสู้กระแสหลัก จึงหันมาสนใจศิลปะการต่อสู้ในแบบที่ต่างออกไป เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ถูกคิดค้นโดย บรู๊ซ ลี ซึ่งก็คือ ‘จีทคุนโด้’ นั่นเอง
"จีทคุนโด้ แปลว่า วิถีทางแห่งการสกัดกั้นหมัด…" หนุ่มใหญ่เอ่ยเมื่อถูกขอให้อธิบายถึงศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้ "เป็นวิธีที่จะหยุดคู่ต่อสู้โดยการชกคู่ต่อสู้ คือแทนที่จะตั้งรับแต่เป็นการชกคู่ต่อสู้ให้หยุด จุดประสงค์หลักของจีทคุนโด้คือ คุณจู่โจมคู่ต่อสู้ก่อนในขณะที่คู่ต่อสู้กำลังเตรียมจะจู่โจม" เขาอธิบายแล้วยืนขึ้นเรียกผู้ช่วยของเขาที่นั่งอยู่ใกล้ๆมาเป็นคนช่วยในการสาธิต "ศิลปะการตัวสู้ทั่วไปที่มีมาตั้งแต่โบราณส่วนใหญ่ก็จะเต็มไปด้วยรูปแบบต้องตั้งท่าก่อน แต่จีทคุนโด้ไม่มีการตั้งท่านอกจากมีเรากับคู่ต่อสู้เท่านั้น และจู่โจมเลยโดยไม่ต้องมีการร่ายรำ" มาร์กยืนกางขาเล็กน้อย ห่างจากผู้ช่วยประมาณ 3ก้าวจากนั้นบอกให้ผู้ช่วยชกมาที่เขา เมื่อผู้ช่วยขยับตัวเพื่อที่จะชกเขาอย่างเอาจริง ฝ่ามือใหญ่ และหนาของเขาก็ถูกปล่อยออกมาอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วจนต้องชะงักหมัดที่กำลังจะปล่อยออกไป
"มันเป็นการเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ และเวลา" มาร์กพูดด้วยรอยยิ้ม
นอกจากเรื่องการต่อสู้แล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้ศึกษาจีทคุนโด้จำเป็นต้องเรียนรู้ไปพร้อมกันคือปรัชญาตะวันออกในเรื่อง ‘ความเรียบง่าย ตรงเป้า และการนำมาใช้ได้’ "บางครั้งคุณต้องเป็นเหมือนน้ำ เพื่อที่จะเลือกทางที่คุณไม่ต้องต้านทาน น้ำสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอด ถ้ามันอยู่ในแก้วมันก็เป็นรูปแก้ว ถ้ามันอยู่ในขวดมันก็เป็นรูปขวด น้ำสามารถซัดเรากระเด็นไป ขณะเดียวกันก็สามารถแห้งเหือดลงไปได้" มาร์กยกตัวอย่างปรัชญาที่เรียนจากจีทคุนโด้เรื่องหนึ่งขึ้นมาให้ฟัง
การที่ได้รู้จักกับจีทคุนโด้นั้น มาร์กยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก "ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ เกิดความเด่นชัดขึ้น แทนที่จะสับสนกับหลายๆวิธีที่สามารถจะเอามาใช้ในการโต้ตอบคู่ต่อสู้ได้ แต่ผมชัดขึ้นว่าต้องต่อสู้อย่างไร ไม่สับสนกับความเป็นไปได้ของวิธีนั้นบ้าง วิธีนี้บ้าง เราจะรู้ว่าจะสู้ยังไงได้บ้าง" สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงจากการที่เข้าได้ไปเรียนและฝึกฝนมาเป็นเวลานาน กับอาจารย์ที่สอนจีทคุนโด้ถึงสามคน ซึ่งแต่ละคนต่างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ บรู๊ซ ลี โดยตรง จนถึงบัจจุบันนี้ แม้ว่ามาร์กจะมีความสามารถในระดับสูงและเป็นอาจารย์สอนศิลปะการต่อสู้ชั้นแนวหน้าในสหรัฐฯ แต่เขาก็ยังคงศึกษาเพิ่มเติมอยู่เสมอภายใต้คำแนะนำของอาจารย์สอนจีนคุนโด้ที่ชื่อ เทด วอง ซึ่งเป็นศิษย์เอกของ บรู๊ซ ลี
"การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด คุณสามารถพัฒนาตัวเองไปได้อีกเพราะไม่มีจุดสูงสุด" ชายวัย 43ปีที่ยังดูแข็งแรง และกระฉับกระเฉงกว่าคนหนุ่มหลายๆคนอธิบาย
เนื่องจากความสนใจที่จะแสวงหาในเรื่องของศาสตร์แห่งการต่อสู้อย่างไม่มีวันจบสิ้นของเขา รวมถึงความต้องการที่จะทราบถึงความเชื่อมโยงของศิลปะการต่อสู้ในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ.2537 มาร์กจึงเลือกเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อนเรียนศิลปะมวยไทย "บรู๊ซ ลีก็ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากมวยไทย ผมชอบมวยไทยตรงที่ นอกจากจะเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เข้มแข็งแล้ว ยังมีจุดที่เข้มแข็งอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องฝึกถึงวันละ 6ชั่วโมงซึ่งทำให้เราแข็งแกร่งมาก"
ช่วงที่อยู่เมืองไทย มาร์กได้เป็นอาจารย์สอนจีทคุนโด้ ในงานสัมมนาเกี่ยวกับคิกบ๊อกซิ่ง และจีทคุนโด้แก่ผู้ที่สนใจอยู่เนืองๆ จนเมื่อช่วงต้นปีนี้ เขาจึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้แบบ บรู๊ซ ลี ขึ้นโดยใช้ห้องขนาดเล็กไม่ใหญ่บนชั้น 11ของอาคาร สุขุมวิทสวีทในซอยสุขุมวิท 13 เป็นที่ฝึกสอน* "ผมคิดว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเปิดสอนจีทคุนโด้ เพราะว่ากรุงเทพฯเป็นการผสมผสานระหว่างตะวันตก และตะวันออกรวมไปถึงปรัชญาที่มีการผสมผสานแบบเดียวกัน ซึ่งศิลปะการต่อสู้นี้ก็มีรากฐานมาจากการผสมผสานระหว่างตะวันตกกับตะวันออก"
แม้่ว่าจะต้องการให้จีทคุนโด้เป็นที่แพร่หลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่มาร์กยอมรับว่านั่นเป็นสิ่งที่ยากมากเพราะคนที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจในศาสตร์แขนงนี้จนถึงขั้นที่จะสามารถถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นต่อได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักยิ่ง แต่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เข้าสอนนั้นจะให้ประโยชน์กับคนที่มาเรียนกับเขาอย่างมาก "นักเรียนที่จะเรียน จะทำให้เขาแข็งแรง มีสุขภาพดี มีความสามารถในการป้องกันชีวิตตนเอง แล้วก็จะได้ปรัชญาเรื่อง ‘ความเรียบง่าย ตรงเป้า และการนำมาใช้ได้’ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นๆได้"
*หมายเหตุ: ขณะนี้สถานที่ฝึกสอนจีทคุนโด้ของอาจารย์มาร์ก สจ๊วตย้ายไปที่โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองแล้ว